เทรนด์การจัดการศพ ด้วยการย่อยสลายคืนสู่ธรรมชาติ ไม่เผา ไม่ฝัง ไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม

January 21, 2020

 

ปัจจุบัน วิธีการจัดการศพที่แพร่หลายที่สุดมีอยู่ด้วยกัน 2 วิธี นั่นคือ (1) การเผา และ (2) การฝัง แต่ทั้งสองวิธีนี้ ทำให้เราห่างไกลจากธรรมชาติ และทำลายสิ่งแวดล้อมอีกด้วย
 

โดยในการเผานั้น

1. ต้องใช้พลังงานสูงมากในการทำให้ศพเหลือแต่เถ้ากระดูก
2. สร้างมลพิษทางอากาศและภาวะโลกร้อน
3. ถ้ามองในแง่นี้ มนุษย์ไม่ได้สร้างประโยชน์อะไรให้กับโลก ในทางกลับกันกลับทำร้ายโลกจนถึงวินาทีสุดท้ายของการมีตัวตนอยู่บนโลก

ส่วนการฝัง

1. แม้จะดูใกล้ชิดธรรมชาติมากขึ้น และไม่เป็นภัยต่อสิ่งแวดล้อม แต่เมื่อเรามาดูกันดีๆ จะพบกว่ากระบวนการในการฝังก็ไม่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมเท่าไรนัก
2. การฝังส่วนใหญ่ ใช้เหล็กและไม้มาทำโลงศพ เทคอนกรีตลงหลุมก่อนฝัง ใช้ฟอมัลดีไฮด์ในการรักษาศพ
3. ซึ่งตัวเลขเฉพาะในอเมริกาบอกว่า เหล็กเหล่านี้มากพอเอาไปทำสะพาน Golden Gate ได้อีกอัน หรือไม้มากพอเอาไปทำบ้านกว่า 1,800 หลัง หรือ ฟอมัลดีไฮด์ เอาไปเทลงสระโอลิมปิคได้มากถึง 8 สระ


แล้วทีนี้ เราจะทำอย่างไรได้บ้างให้เราใกล้ชิดธรรมชาติมากที่สุด และเป็นประโยชน์ต่อธรรมชาติ? Katrina Spade สถาปนิกที่โตมาในครอบครัวแพทย์จึงเริ่มคิดและพัฒนาโปรเจคที่ทำให้มนุษย์ได้ใกล้ชิดธรรมชาติมากขึ้น ในยามที่เราต้องจากโลกนี้ไป
 

 

ไอเดีย


โดยโปรเจคที่ว่านี้ คือการจัดการศพด้วยวิธีการย่อยสลายตามธรรมชาติ ให้ร่างมนุษย์ให้กลายเป็นดินและปุ๋ย และในขณะเดียวกันก็สามารถกักเก็บความร้อนที่เกิดจากกระบวนการนี้ไว้ให้คนที่รักใช้ในยามหนาวหรือยามเหงาได้อีกด้วย

กระบวนการ

หากเราเสียชีวิต ญาติๆ จะนำร่างของเราไปที่สถานที่แห่งนี้ (ดูรูปประกอบได้ที่คอมเม้นด้านล่างครับ) โดยนำร่างที่ห่อพันผ้าไว้ไปวางบนสถานที่ที่จัดเตรียม แล้วค่อยๆ นำเศษไม้ไปวางบนร่าง ซึ่งในระหว่างนี้สามารถประกอบพิธีกรรมทางศาสนาได้ เหมือนศาสนาพุทธที่นำดอกไม้จันทน์ไปวาง หรือคริสตร์ที่นำดอกไม้ไปไว้ที่หลุม แต่ที่นี่จะเปลี่ยนเป็นเศษไม้แทน

เมื่อเสร็จสิ้นพิธีและกระบวนการ ก็จะนำร่างเข้าเก็บในพื้นที่รักษา ปล่อยให้เกิดกระบวนการตามธรรมชาติต่อไป โดยใช้เวลาประมาณ 2-3 สัปดาห์ในการเปลี่ยนร่างให้กลายเป็นดินและปุ๋ย

 

 

 

 


การดูแล

ระหว่างนี้ญาติๆ สามารถมาเยี่ยมเยียนได้ โดยสถานที่แห่งนี้ถูกจัดเตรียมเพื่อช่วยเยียวยาและฟื้นฟูสภาพจิตใจของญาติผู้เสียชีวิตด้วย

ก้าวต่อไป

ก้าวต่อไป คือการคิดค้นหาวิธีในการจัดการศพที่มีอุปกรณ์การแพทย์ในร่างกาย เช่น เหล็กที่ขา อมัลกัมที่ฟัน และการร่วมมือกับภาคศาสนาและกฎหมาย ในการทำให้วิธีการจัดการศพในรูปแบบนี้เป็นอีกหนึ่งวิธีที่ประชาชนสามารถเลือกได้อย่างกว้างขวางขึ้น

 

 

 

 

 

 

 

ฟังการบรรยาเพิ่มเติมของ Katrina Spade ได้ที่ 

https://www.ted.com/t…/katrina_spade_when_i_die_recompose_me

หรือติดตามโครงการของเธอได้ที่ Twitter: https://twitter.com/recomposelife

รูปประกอบ: Olson Kundig

Tags:

Share on Facebook
Share on Twitter
Please reload

Featured Posts

งาน Hackathon เพื่อแก้ไขปัญหาชุมชนเมือง

November 22, 2018

1/1
Please reload

Recent Posts