ทำไม "มิลเลนเนียล" จึงเป็นเจเนอเรชั่นแห่ง "ภาวะหมดไฟ"

October 24, 2019

 

ใครคือ มิลเลนเนียล?
หลายคนอาจจะเคยได้ยินคำว่า Millennial Burnout กันอยู่บ่อยๆ โดยคำนี้หมายถึงภาวะหมดไฟของคนกลุ่มมิลเลนเนียล หรือคนที่เกิดในช่วงปี 1981 – 1996 ซึ่งถ้านับในปี 2019 นี้ ก็คือกลุ่มคนที่อยู่ในช่วงอายุ 23-38 ปี ซึ่งเป็นกลุ่มคนวัยทำงานที่อายุน้อยที่สุด

Burnout คืออะไร?
ภาวะหมดไฟ หรือ Burnout นี้ มักมาพร้อมกับการกับทำงาน โดยต่างจากอาการ Exhaustion หรือความเหนื่อยล้า หมดแรง ตรงที่ว่าภาวะหมดไฟ ไม่สามารถทำให้หายไปได้ เมื่อทำงานเสร็จตามเป้าหมาย เช่น เวลาเราเขียนธีสิสจบ เราอาจจะรู้เหนื่อย (Exhausted) แต่เมื่อเราเขียนจบแล้ว ความรู้สึกเหนื่อยนี้ก็จะหายไปได้ ในขณะที่เวลาทำงาน เรารู้สึกหมดไฟ (Burnout) แต่ความรู้สึกนี้ไม่ได้หายไปไหน เพราะเราต้องทำงานต่อไปเรื่อยๆ ทุกๆ เช้าคือการตื่นขึ้นมาอย่างไร้เป้าหมาย และไร้แรงจูงใจในการทำงาน

อันนี้ที่จริงแล้ว ไม่ใช่แค่คนในกลุ่มมิลเลนเนียลเท่านั้นที่เผชิญภาวะหมดไฟ (ในการทำงาน) คนในเจนเนอเรชั่นอื่นๆ ก็เผชิญกับภาวะนี้เช่นเดียวกัน เพียงแต่ระดับความมากน้อยแตกต่างกันออกไป ความน่าสนใจอยู่ตรงที่ว่า ทำไมคนกลุ่มมิลเลนเนียล ถึงมีแนวโน้มที่จะเผชิญภาวะหมดไฟรุนแรงกว่าคนกลุ่มก่อนๆ คำตอบที่เป็นไปได้คือ คนกลุ่มมิลเลนเนียล มีแรงกดดันและความเครียดที่มากกว่า เช่น แรงกดดัน และความเครียดที่มากกว่า


1. แรงกดดัน และความเครียดจากทำงาน เกิดขึ้นได้กับคนทุกกลุ่ม แต่ดูเหมือนว่าคนในกลุ่มมิลเลนเนียล ต้องเผชิญแรงกดดัน และความเครียดที่ล้นหลามกว่า เช่น ในยุคเทคโนโลยี ที่มนุษย์เชื่อมต่อกันได้ทุกเวลา พวกเขารู้สึกว่าต้องทำงาน และพร้อมในการทำงานอยู่ตลอดเวลา เดี๋ยวไลน์เด้ง เดี๋ยวอีเมลเข้า แม้กระทั่งในเวลาเลิกงาน หรือวันหยุดก็ตาม โดยคนในกลุ่ม Generation X (อายุ 39-55 ปีในปี 2019) ก็เผชิญกับปัญหานี้เช่นเดียวกัน แต่ด้วยอายุการทำงานที่มากกว่า ทำให้คนในกลุ่มนี้มีตำแหน่งที่สูงกว่า และมักเป็นผู้ออกคำสั่งแทน จึงอาจทำให้มีแรงกดดัน หรือความเครียดน้อยกว่าคนกลุ่มมิลเลนเนี่ยล

2. นอกจากนี้ คนกลุ่มมิลเลนเนียล ต้องเผชิญกับภาวะการแข่งขันในการทำงานที่สูงกว่าคนในกลุ่ม Generation X เรื่องนี้อาจเป็นผลมาจากการเข้าถึงการศึกษาที่แตกต่างกัน โดยคนในกลุ่ม Generation X มีอัตราการเข้าถึงการศึกษาต่ำกว่าคนในกลุ่มมิลเลนเนียล ทำให้คนที่ได้รับการศึกษาในยุคนั้นมักมีโอกาสในการทำงานสูง ในขณะที่คนในกลุ่มมิลเลนเนี่ยล เข้าถึงการศึกษาได้มากกว่า จึงเกิดภาวการแข่งขันสูงหลังเรียนจบ วุฒิการศึกษาเดียวกันมีคุณค่าแตกต่างกันในยุคนั้น และยุคนี้

3. ด้วยเหตุจากข้อที่ 2 คนกลุ่มวัยมิลเลนเนี่ยล ยังถูกคาดหวังจากครอบครัว ซึ่งโดยมาก มักเป็นคนในกลุ่ม Generation X ว่าจบการศึกษาแล้ว อนาคตจะต้องดี ทำให้คนในกลุ่มมิลเลนเนี่ยล ต้องแบกรับความคาดหวัง และความกดดันจากครอบครัวด้วย


4. แรงกดดันจากโลกโซเชียลมีเดีย ยังทำให้พวกเขาโหยหาความสมบูรณ์ จนเกิดเป็นแรงกดดัน และความเครียด เช่น พวกเขาเปิดอินสตาแกรม แล้วเห็นว่าเพื่อนรุ่นเดียวกัน ประสบความสำเร็จในหน้าที่การงาน มีเงิน มีโอกาสในชีวิต พวกเขาก็เพิ่มแรงกดดันให้กับตัวเอง ผ่านการเปรียบเทียบ โดยไม่รู้ตัว โซเชี่ยลมีเดีย ยังเป็นตัวกำหนดมาตรฐานชีวิตของพวกเขาด้วย เช่น พวกเขาต้องประสบความสำเร็จตั้งแต่อายุยังน้อย พวกเขาต้องไปเปิดโลกที่ต่างประเทศ ทำให้หลายคนๆ เกิดความกดดันในการสร้างชีวิตดังกล่าวด้วย

5. เมื่อเกิดภาวะหมดไฟ พวกเขายังถูกคาดหวังให้ทำกิจกรรมอื่นๆ หรือหาวิธีในการเติมไฟให้เร็วที่สุด จนกลายเป็นว่าพวกเขากลับหมดไฟมากกว่าเดิม เพราะเป็นการเพิ่มความกดดัน และความเครียดให้กับตัวเอง

สุดท้ายแล้ว เมื่อเกิดภาวะทางอารมณ์เหล่านี้ สิ่งสำคัญคือการมีสติ สำรวจตัวเอง พร้อมกับทำความเข้าใจ และหาทางออกในรูปแบบที่เหมาะสมกับตัวเอง หากอยู่ในจุดที่ไม่สามารถแก้ไขปัญหาเองได้ ควรปรึกษาจิตแพทย์ หรือผู้เชี่ยวชาญ เพื่อป้องกันการเกิดปัญหาสุขภาพจิตที่ตามมา

 


 

 



อ้างอิง:
https://www.bbc.com/…/20190122-is-there-an-answer-to-millen…
https://www.nbcnews.com/…/millennial-burnout-real-it-touche…
https://www.channelnewsasia.com/…/millennials-tired-no-slee…
ภาพ: Ryan/ Pixabay

เรียบเรียงโดย: ศตวรรษ คีรีวัน

Share on Facebook
Share on Twitter
Please reload

Featured Posts

งาน Hackathon เพื่อแก้ไขปัญหาชุมชนเมือง

November 22, 2018

1/1
Please reload

Recent Posts
Please reload

Archive