งานวิจัยคอนเฟิร์ม: ความสุขไม่ใช่เงิน แต่คือเวลา และยิ่งรวยขึ้น ความสุขยิ่งลดลง

February 26, 2019

Ashley Whillans และทีมงาน ได้ใช้เวลาศึกษาเรื่องความสุขมายาวนาน โดยเธอได้เขียนบทความลงบน Harvard Business Review เพื่อแบ่งปันผลการศึกษา รวมถึงงานวิจัยอื่นๆ ที่ต่างช่วยสนับสนุนว่าแท้ที่จริงแล้วนั้น ความสุขไม่ใช่การมีเงินตรา แต่คือการมีเวลา

 

จากผลการสำรวจพบว่าในปัจจุบัน คนวัยทำงานมีเวลาน้อยลง มีการเก็บข้อมูลชาวอเมริกันกว่า 2.5 ล้านราย พบว่ากว่า 80% มีเวลาไม่เพียงพอที่จะทำสิ่งต่างๆ ในแต่ละวัน 

 

 

เราก็เป็นอีกคนหนึ่งที่รู้สึกว่าเวลาไม่พอในแต่ละวันหรือไม่?

 

 

> ผลกระทบของการไม่มีเวลา

 

จากการศึกษาพบว่า เวลามีผลต่อความสุข ยิ่งเรามีเวลาน้อยลงเท่าไร ความสุขของเราก็จะน้อยลงเท่านั้น นอกจากนี้เวลาที่น้อยลง ยังส่งผลต่อปัญหาความเครียด และภาวะซึมเศร้า ทำให้เรารู้สนุกกับชีวิตน้อยลง ไม่อยากออกกำลังกาย สุขภาพโดยรวมแย่ลง และในแง่การทำงาน จะทำให้เรามีประสิทธิภาพการทำงานที่ลดน้อยลง ซึ่งยังส่งผลต่อภาคธุรกิจ ทำให้เสียต้นทุนทางด้านประสิทธิภาพการทำงานไปกว่าปีละพันๆ ล้านเหรียญ  ในแง่ความสัมพันธ์ ก็อาจก่อให้เกิดปัญหาหย่าร้างขึ้นได้  งานวิจัยยังชี้อีกว่าคนที่ยุ่งจนไม่มีเวลามีความสุขน้อยกว่าคนว่างงาน

 

> ทำไมเราถึงไม่มีเวลา

 

จากงานวิจัยพบว่า เงินคือปัจจัยหลักที่ทำให้เรามีเวลาน้อยลง โดยทุกวันนี้เราเสียเวลากับการทำงานมากขึ้น ด้วยความเชื่อที่ว่ายิ่งเราทำงานเยอะ หาเงินได้มากขึ้น เราก็จะสบาย มีความสุขมากขึ้นในระยะยาว แต่ในความเป็นจริงแล้ว เงินที่หาได้มากเกินกว่าความจำเป็น ไม่ได้ทำให้เรามีความสุขเพิ่มขึ้น เพราะความสุขที่แท้จริงคือการมีเวลา ไม่ใช่การมีเงิน

 

 

> ทำไม คนถึงให้ค่าเงิน มากกว่าเวลา?

 

1. ความรวย – เรารู้สึกว่าเวลาเป็นเงินเป็นทอง ยิ่งเราได้เงินเป็นค่าตอบแทนเวลามากเท่าไร เราจะยิ่งมองว่าเงินมีค่ามากเท่านั้น จึงทำให้สุดท้ายแล้วเราให้ค่าเงินมากกว่าเวลา

 

2. ความไม่มั่นคงทางการเงิน - เมื่อเรารู้สึกว่าชีวิตไม่มั่นคง เราก็จะมองว่าเงินมีคุณค่ามากกว่าเวลา

 

 

> แล้วทำไมเราต้องให้คุณค่าเวลามากกว่าเงิน?

 

เวลาคือความสุข - มีการศึกษาประชากรชาวเนเธอแลนด์ เดนมาร์ค แคนาดา และอเมริกากว่า 6,000 ราย พบว่าคนที่ซื้อบริการที่ช่วยประหยัดเวลาได้มากขึ้น เช่น จ้างแม่บ้านมาทำความสะอาดบ้าน แทนที่จะเสียเวลาทำเอง มีความสุขกับชีวิตมากขึ้น เพราะไม่รู้สึกว่าตารางชีวิตแน่นไปด้วยสิ่งที่ต้องทำในแต่ละวัน แม้กระทั่งบริการเล็กๆ น้อยๆ ที่ประหยัดเวลาได้ไม่เยอะมากก็ช่วยทำให้รู้สึกดีเช่นกัน

 

เวลาเป็นเรื่องของสังคม – มีการศึกษาสังคมที่ทำงาน พบว่าคนที่ให้คุณค่าเวลามากกว่าเงินจะมีปฏิสัมพันธ์กับเพื่อนร่วมงานมากกว่าถึง 18% ซึ่งมีงานวิจัยชี้ต่อว่าการมีปฏิสัมพันธ์ทางสังคมนี้ช่วยลดความเครียด และเพิ่มความสุขได้ การมีเวลานี้ยังรวมไปถึงการมีปฏิสัมพันธ์ที่เพิ่มขึ้นระหว่างครอบครัว คู่รัก ลูก พ่อแม่ และเพื่อนๆ ด้วย

 

เวลาช่วยสร้างอนาคตที่ดี - มีงานวิจัยชี้ว่าคนที่ให้คุณค่ากับเวลามีแนวโน้มที่จะเลือกและทำงานที่ตัวเองชื่นชอบ ส่งผลต่อความสุขในการทำงานในอนาคต

 

 

> แต่ทำไม การให้คุณค่าเวลาถึงยากเย็นนัก?

 

1. ปัจจัยด้านพฤติกรรม

การมีเวลามากเกินไปอาจทำให้เราดูเหมือนเป็นคนขี้เกียจ เราจึงเลือกที่จะทำงานแทน เพราะไม่อยากให้สังคมมองเราในแง่ที่ไม่ดี หรือในบางสังคม เช่น ที่อเมริกามักมองว่าคนที่ยุ่งๆ ทำงานตลอดเวลา คือผู้บริหารระดับสูง เราจึงอยากเป็นแบบนั้นบ้างเพื่อยกระดับสถานะทางสังคม อีกข้อคือเราชอบคิดว่าถ้าขยันวันนี้จะสบายวันหน้า เราเลยทำงานไปก่อนจนไม่มีเวลา เพราะคิดว่าในอนาคตเราจะมีเวลามากขึ้นเอง สุดท้ายแล้วก็จะวนลูปแบบนี้ไปเรื่อยๆ ไม่มีทั้งเวลา ไม่มีทั้งความสุข

 

2. ปัจจัยด้านองค์กร

ที่ทำงานก็เป็นอีกส่วนที่ทำให้เรามองว่าเงินสำคัญกว่าเวลา เช่น เมื่อบริษัทให้เงินค่าคอมมิชชั่นเป็นแรงจูงใจ เราก็รู้สึกว่าเงินสำคัญกว่าเวลา หรือถ้าเราเสียเวลาทำงานเพิ่มขึ้น บริษัทจะเพิ่มเงินเดือนให้ เราก็ย่อมมองว่าเงินสำคัญกว่า เป็นต้น

 

 

> แล้วเราจะทำอย่างไร?

 

1. กิจกรรมส่วนตัว – วางแผนเวลาว่างให้ตัวเอง ออกไปหากิจกรรมทำ (จากงานวิจัยพบว่าการออกไปทำกิจกรรม สร้างความสุขได้มากกว่าการดูหนัง พักผ่อนเฉยๆ) ใช้เวลาหาของกิน ไปรู้จักคนอื่น หรือลองทำงานอาสา (มีงานวิจัยชี้ว่าหากเราทำงานอาสา เราจะรู้สึกว่าเรามีเวลามากขึ้น ส่งผลให้มีความสุขมากขึ้นด้วย) หรืออาจจะลองไปเจอโลกกว้าง ไปเที่ยวพักผ่อนมากขึ้น

 

2. ซื้อเวลา - อาจจะลองจ้างแม่บ้านมาทำความสะอาดบ้านดู ประหยัดเวลาในการทำความสะอาดด้วยตัวเอง หากไปช้อปปิ้ง ไม่ต้องพยายามหาเทียบราคาสินค้าว่าร้านไหนถูกที่สุด เพราะสุดท้ายแล้วอาจจะเสียเวลาทั้งวันไม่ได้อะไรเลย ที่สำคัญที่สุดคือซื้อเวลาเพื่อทำกิจกรรมทำกับครอบครัว และเพื่อนๆ

 

3. ที่ทำงาน  - อาจหันมาใช้ขนส่งสาธารณะ เพื่อประหยัดเวลาในการเดินทาง กล้าที่จะขอเลื่อนเดดไลน์จากหัวหน้า หากงานไม่เร่งรีบและผ่อนปรนได้ และความเรียนรู้ที่จะปฏิเสธบ้าง

 

*ในส่วนของนายจ้าง - ก็สามารถมีส่วนช่วยได้เช่นกัน เพราะมีงานวิจัยพบว่า เมื่อลูกจ้างมีเวลามากขึ้น จะทำให้มีประสิทธิภาพในการทำงานที่เพิ่มมากขึ้น รวมถึงจะมีส่วนร่วมกับบริษัท และมีความคิดสร้างสรรค์ที่เพิ่มขึ้นด้วย โดยนายจ้างอาจจะหันมาให้รางวัลเป็นวันหยุดแทน เพื่อสร้างคุณค่าทางด้านเวลาแก่ลูกจ้าง หรืออาจจะมีการคำนวณผลประโยชน์ทางด้านเวลาเข้าไปในผลตอบแทนด้วย เช่น จากที่เคยแจ้งว่าเงินเดือน 30,000 บาท ก็อาจจะคำนวณวันหยุดออกมาเป็นตัวเลข แล้วบวกเพิ่มเข้าไปเพื่อให้ลูกจ้างเห็นว่าเวลาก็มีคุณค่า

 

 

 

 

 

Source: Harvard Business Review, TIME FOR HAPPINESS

Made easier to read by Satawat Keereewan

Share on Facebook
Share on Twitter
Please reload

Featured Posts

งาน Hackathon เพื่อแก้ไขปัญหาชุมชนเมือง

November 22, 2018

1/1
Please reload

Recent Posts