นโยบายสุขภาพ (อเมริกา) กำลังฆ่าฝันเด็กจบใหม่

February 15, 2019

นโยบายสุขภาพของแต่ละประเทศแตกต่างกันออกไป อย่างบ้านเราเองก็มีสิทธิบัตรทอง หรือบัตรประกันสังคม โดยระดับการรักษาและการเข้าถึงก็แตกต่างกันออกไป ขึ้นอยู่กับแต่ละสิทธิ


สำหรับอเมริกานั้น ดูเหมือนจะมีข้อแตกต่างจากเรามากอยู่เหมือนกัน โดยมีข้อกำหนดว่าหากเราอายุยังไม่ถึง 26 ปี เราสามารถใช้สิทธิรักษาพยาบาลจากพ่อแม่ได้ แต่เมื่อใดก็ตามที่อายุเกิน 26 แล้ว สิทธิการคุ้มครองนั้นจะหมดลงทันที นั่นหมายความว่าหากเกิดเหตุใดๆ ขึ้น เราจะต้องควักเงินจ่ายเองทั้งหมด นอกจากว่าเราจะซื้อแผนประกันสุขภาพเป็นของตัวเอง ซึ่งมีราคาแตกต่างกันออกไป ตามอายุและระดับการคุ้มครอง หรือนอกจากว่าเราจะมีรายได้ต่ำจริงๆ จนผ่านเกณฑ์เข้าร่วมโครงการ Medicade ซึ่งให้สิทธิรักษาพยาบาลขั้นพื้นฐานแก่ผู้ป่วยที่มีรายได้น้อย และเราต้องซื้ออย่างนี้จนกว่าเราจะอายุ 65 ปีขึ้นไป ถึงจะได้เข้าโครงการ Medicare ซึ่งเป็นอีกโครงการที่ให้สิทธิรักษาฟรีแก่ผู้สูงวัย

 

ด้วยความตระหนักถึงสิทธิพื้นฐานในการเข้าถึงการรักษาพยาบาลฟรีของพลเมืองทุกคน โดยไม่จำกัดอายุหรือเงื่อนไข จึงเป็นที่มาของโครงการ Medicare for All ที่คนรุ่นใหม่ออกมาผลักดันให้เกิดการรักษาพยาบาลอย่างเท่าเทียมกัน

Briana Moss อายุ 30 ปี เล่าว่า เธอเกิดที่รัฐไอโอวาของสหรัฐ เมืองที่เคยถูกหยิบยกมาสร้างเป็นภาพยนตร์ (1989) เรื่อง ทุ่งแห่งฝัน แต่ชีวิตจริงของเธอช่างขัดกับคำขนานนามของชื่อเมืองเกิดซะจริงๆ เพราะในวัย 30 ปี แทนที่เธอจะได้ออกทำงานตามความฝัน เธอกลับมีอยู่หนทางเดียว คือทำยังไง ถึงจะมีเงินซื้ออินซูลินมารักษาโรคเบาหวานของตัวเอง


Briana ป่วยเป็นโรคเบาหวานประเภทที่ 1 ตั้งแต่อายุ 12 ขวบ ตอนเธออายุ 26 ปี เธอยังเรียนไม่จบเลยด้วยซ้ำ แต่โชคดีที่เธอได้เข้าร่วมโครงการ Medicaid ของรัฐที่ให้สิทธิรักษาพยาบาลกับผู้ป่วยที่มีรายได้น้อย แต่นั่นหมายความว่า ชีวิตของเธอจะต้องย่ำอยู่กับที่ ทำงานเป็นเลขาตำแหน่งเล็กๆ ไม่สามารถฝันไปไกลได้มากกว่านั้น เพราะต้องมีภาระเรื่องค่ารักษาพยาบาลแบกรับไว้อยู่ เธอบอกว่ามันเป็นเรื่องที่น่ากลัวมาก เพราะมีผู้ป่วยโรคเบาหวานหลายคนที่เธอรู้จักกำลังจะตาย เพราะว่าไม่มีเงินซื้อยารักษา

 

Emily Hibshman อายุ 25 ปี จากรัฐเพนซิวาเนีย เป็นอีกหนึ่งคนที่ออกมาต่อสู้เพื่อโครงการ Medicare for All เธอเล่าว่าหลังจากช่วงเรียนจบ เธอทำงานเพื่อสังคม โดยเข้าร่วมกับสหภาพแรงงาน และองค์กรต่อสู้เพื่อความเท่าเทียมกันทางสังคม แต่ดูเหมือนว่าเธอจะต้องหยุดทำไป แล้วต้องหันหน้าไปเข้าระบบทำงานเพื่อหาเงินซื้อประกันดูแลสุขภาพแทน

 


นอกจากจะฆ่าความฝันของเด็กจบใหม่แล้ว ระบบประกันสุขภาพนี้ยังส่งผลกระทบมากมายต่ออีกหลายชีวิต จนทำให้หลายคนเห็นด้วย และออกมาสนับสนุนโครงการ Medicare for All ไม่เว้นแม้แต่พยาบาล และคนที่ไม่ได้รับผลกระทบโดยตรง


Cluadia Alarcon พยาบาลวัย 34 ปีจากรัฐแคลลิฟอเนียร์ เล่าว่าเธอเห็นด้วยกับโครงการ Medicare for All นี้มาก  เพราะเธอเองมีลูกพี่ลูกน้องที่ป่วยเป็นโรคเรื้อรัง และต้องใช้เงินในการรักษา แต่ญาติของเธอมีประกันที่ให้การคุ้มครองจำกัดมากๆ ในฐานะพยายาลเอง ซึ่งก็มีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องการดูแลสุขภาพอยู่แล้ว เธออยากออกมาสนับสนุนเพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลง และเพื่อให้สังคมเห็นว่าคนที่อยู่ในสายอาชีพสุขภาพ ก็เห็นด้วยไม่ต่างกัน

 

Robyn Gottlieb อายุ 29 ปี จากรัฐโอเรกอน เล่าว่าเธอมีเพื่อนที่มีหน้าที่การงานดีมาก แต่สุดท้ายชีวิตต้องมาดิ้นรนกับเรื่องค่ารักษาพยาบาล เพราะสิทธิประกันไม่เพียงพอ ส่วนเพื่อนของเธออีกคน ก็เพิ่งจะเสียพ่อแม่ไป เพราะไม่มีเงินจ่ายค่ารักษาพยาบาล โดยค่าประกันสุขภาพก็แพงขึ้นเรื่อยๆ ด้วยเหตุนี้เธอจึงรู้สึกมุ่งมั่นมากกับการเข้าร่วมโครงการนี้ เธอบอกว่าคนเราไม่ควรสิ้นเนื้อประดาตัวกับค่ารักษาพยาบาล หรือต้องมาเสียชีวิตเพราะไม่มีเงินจ่ายค่ารักษา ในฐานะคนรุ่นใหม่ เธอต้องช่วยแก้ปัญหานี้

 

สำหรับใครที่สนใจอ่านโครงการนี้ต่อ สามารถเข้าไปอ่านต่อกันได้ที่นี่ครับ: Medicare for All

 

 

 

 

 

ที่มา: Profit-Driven Healthcare Is Killing the Dreams of Young People. Young People Are Fighting Back.

เรียบเรียงโดย: Satawat Keereewan

Tags:

Share on Facebook
Share on Twitter
Please reload

Featured Posts

งาน Hackathon เพื่อแก้ไขปัญหาชุมชนเมือง

November 22, 2018

1/1
Please reload

Recent Posts